สรุปความรู้ที่ได้จากการเรียน Operation Management 1/2

สรุปเนื้อหาสั้นๆของวิชา Operation Management จากการเรียน MBA (ครึ่งเทอมแรก) อ่านตรงไหนแล้วงงก็ข้ามไป

การทำ IT ควรคืนทุนภายใน 1 ปี ถ้ามากกว่านี้ไม่ควรทำ

7-11 ขายของที่ อันดับสินค้า 1+2+3 ทำให้ยอดขาย > 80%

เพิ่มต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ได้สอนให้ลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว

คนจะเก่งขึ้นเรื่อยจาก 0->100 เครื่องจักรประสิทธิภาพจะลดลงจาก 100->0

การบริหารการปฏิบัติการคือการบริการระบบงานและกิจกรรมในระบบงาน ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยการสร้างและส่งมอบมูลค่าเพิ่มในรูปสินค้าและบริการ ให้กับลูกค้าอย่างมีประสิทธภาพ (สั้นๆคือการบริการงานให้มีประสิทธิภาพ)

การทำงานหรือทำกิจกรรม ทำให้เกิดต้นทุนทั้งนั้น

หลายๆงานรวมกับเรียกว่า process

ตอบสนองความต้องการได้->Willingness to Pay ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มหรือ Value Added

การวัดประสิทธิภาพคือการเปรียบเทียบระหว่าง ต้นทุน (ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต Man,  Money, Machine, Material) vs มูลค่าที่เกิดขึ้น (รายได้)

Fix Cost ความหมายจริงๆคือ ถ้าจะทำหรือผลิตจึงเกิด และเกิดในปริมาณที่ Fix

Sunk Cost ต้นทุนที่ไม่ได้ใช้ในการตัดสินใจ เช่น ค่าเสื้อมเครื่องจักร ค่าเช่าตึก

รายได้ควรแยกตามลูกค้า พื้นที่ season วัน อาทิตย์ (ทีค่าใช้จ่ายยังแยกแต่รายได้มักไม่แยก)

ทางบัญชีแล้ว รายจ่ายลดลงจากการทยอยตัดค่าเสื่อม แต่มีรายได้รับรู้ทันที ทั้งหมดนี้ทำให้ TAX เพิ่มขึ้น

ราคา-ต้นทุน = กำไร

เมื่อลูกค้ามีความต้องการ เราก็ผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำให้เกิด 2 อย่างคือ ผลผลิต (output หรือ สินค้าหรือบริการ) และ ผลลัพธ์ (outcome ความพีงพอใจ หรือความเต็มใจจ่าย เช่น ความมั่นใจ สบายใจ พวกนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ)

เต็มใจจ่าย คือ มีทางเลือก เช่น Starbucks บำรุงราษฎร์

จำใจจ่าย เช่น ทางด่วน

กิจกรรมหรือกระบวนการผลิต/ให้บริการ ควรถูกออกแบบก่อน (by Design) เช่น ราคาของ low cost airline เกิดจากต้องการลดกิจกรรมต่างๆ เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นทำให้สามารถตั้งราคาได้ถูกกว่า

ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้จะเกิดการเต็มใจจ่าย

ทางการตลาดเริ่มจาก Segmentation Targeting Position (Segement สำคัญควรพิจารณาเป็นอันดับแรก เช่น แยกตาม เพศ การศึกษา พื้นที่ รายได้ อายุ)

  • Baby Boomer มีความอดทนสูง โคตรขี้เหนียว > 45 ปี มี 100 ใช้ 40
  • Gen X ครึ่งบกครึ่งน้ำ เน้นความคุ้มค่า 30-45 ปี มี 100 ใช้ 60
  • Gen Y อดทนต่ำ ซื้อเพราะโดน 15-30 ปี มี 100 ใช้ 120
  • Gen M (Me) โลกหมุนรอบตัวเอง < 15 ปี

มูลค่าที่เพิ่มขึ้น vs ทรัพยากรที่ใช้มากขึ้น

Economic penalty คือ ต้นทุน > รายได้

Operation/ประสิทธิภาพ เลียนแบบกันไม่ได้

Direct Output สินค้าหรือบริการ

Indirect Output ขยะ/มลภาวะ การพัฒนาในทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ

Desired Outcome รับประกันความพึงพอใจ งานมีคุณภาพ ส่งงานตรงเวลา ยอดขายเพิ่มขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น

ฝั่งผู้ผลิต/ผู้ให้บริการ: ราคา = ต้นทุน + กำไร

ฝั่งลูกค้า: ราคา = ความเต็มใจจ่าย เต็มใจจ่ายมาก ราคาก็จะสูง (การเต็มใจจ่ายคือหัวใจของ business) เปรีบเทียบกับสิ่งที่ต้องจ่าย กับสิ่งที่ได้รับ จ่าย vs รับ

การตั้งราคาไม่ควรลดราคา ควรเพิ่มประโยชน์หรือคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับเพิ่มขึ้น

กิจกรรม ทำให้เพิ่มต้นทุนและคุณค่าเพิ่มพร้อมๆกัน

ประสิทธิภาพ หรือผลิตภาพ = output/input = มูลค่าเพิ่ม/ต้นทุน = ยอดขาย/stock (supply chain)

===================================

Takt time = 1 นาที/คัน

Takt rate = 1 คัน/นาที

 

แบบไม่มี inventory ตรงกลาง

L + L = L

L + H = L

H + L = L

H + H = H

เพราะไม่มี inventory สำหรับผลิตต่อ ประสิทธิภาพสูงสุดจะเท่ากับ 1/4 หรือ 25%

แบบมี inventory ตรงกลาง

L + L = L

L + H = H สามารถดึง WIP มาใช้ได้

H + L = L

H + H = H

มี inventory แล้วระบบดีขึ้น Lean, TPS, JIT ให้ความสำคัญกับ Flow ประสิทธิภาพสูงสุดจะเท่ากับ 2/4 หรือ 50%

*Question: JIT ไม่ต้องการ Inventory ใช่หรือไม่

*Answer: ต้องมี inventory หรือ WIP ไม่งั้นไม่ flow แต่ถ้าลด inventory เยอะเกินไป flow ก็จะไม่ออก

8 waste ที่สำคัญที่สุดคือ ห้าม over production

First expire First out เหมาะกับ OM หรือเอาแบบใกล้ตัวก่อน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

มีเครื่องจักร 2 เครื่อง 15ชิ้น/hour -> 7-15ชิ้น/hour

ถ้าให้เครื่องแรกเดินเครื่องเต็มกำลัง flow จะขึ้นกับเครื่องจักรตัวที่ 2 เป็นตัวกำหนด

เราจึงควรลดกำลังผลิตของเครื่องแรกไม่ให้ over production โดยดูจาก WIP ที่เหลือจากขั้นตอน กรณีนี้ variance จะอยู่ระหว่าง 0-8 (กรณีเครื่อง 2 ทำได้มากที่สุด 15 เท่ากับอันแรกจะไม่เหลือ WIP และ กรณีเครื่อง 2 ทำได้น้อยสุดคือ 7 จะทำให้เหลือ WIP 8)

ถ้าเครื่องสองเปลี่ยนเป็น 10-15 ชิ้น/hour WIP จะอยู่ระหว่าง 0-5

ถ้าเครื่องสองเปลี่ยนเป็น 14-15 ชิ้น/hour WIP จะอยู่ระหว่าง 0-1

ถ้าเครื่องสองเปลี่ยนเป็น 15 ชิ้น/hour WIP จะอยู่ระหว่าง 0

ถ้า variance ของการผลิตลดลง (Mura)  WIP = 0

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ flow เพิ่มขึ้นควรเพิ่ม inventory หรือ ลด variance

เพราะทุดอย่างมี variance หมด วัสดุ อุปกรณ์ คน เครื่องจักร

วิธีแก้อาจซื้อเครื่องจักร 2 มาทำงานคู่ขนาดกัน

สายการผลิดต้องการ inventory เพื่อต้องการให้เกิด independent event

Supply chain เราควรเก็บ inventory ที่ retailer (end user) จะได้ช่วยลดปัญหาเรื่อง lost sale (เพิ่มยอดขายได้ โดยไม่ต้องโปรโมทเพิ่ม) เช่น lotus ของหมด ลูกค้าต้องการของแต่ไม่มีของขาย

Demand pull (มันคืออะไรจดมาแบบนี้)

Supply push (มันคืออะไรจดมาแบบนี้)

ระบบผลัก จะพยากรณ์ความต้องการและวางแผนว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไหร่ ส่งเมื่อไหร่ เมื่อก่อนสามารถแก้ปัญหาได้โดยเพิ่ม inventory ในแต่ละขั้นตอน แต่ปัจจุบันมีความผันผวนในฝั่ง demand เนื่องจากสินค้ามี product life cycle ที่สั้น แบบนี้ถ้าผิดแผนก็จะไม่ดี

ระบบดึง จะพยากรณ์ trend min-max ลูกค้าต้องการเท่าไหร่ค่อยผลิตตามนั้น ข้อดี response ดีกว่า ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายแพงกว่า และก็มีปัญหาถ้า forecast ไว้ 100 ชิ้นแต่ของจริง 200 ชิ้นระบบก็พัง

อ.ตกตัวอย่างร้านขายโดนัท ถ้าผลิตทีเดียว 100 ชิ้น แต่บางรสขายหมดก่อน หรือเลือกผลิต 50 ชิ้น 2 รอบ ถ้าอะไรหมดเราก็ค่อยปรับสัดส่วนการผลิตตามความต้องการที่เกิดขึ้นในรอบที่ 2

Kanban คัมบัง คือ แผ่นป้ายสัญญาณ ช่วยในการ flow มีแบบเดี่ยวกับแบบคู่ (ที่อ. เปิดคลิปให้ดูแบบคู่ แต่ก็งงว่ามันต่างกันยังไง เท่าที่จับประเด็นได้คือมีการวิ่งข้ามระหว่างกัน)

WIP เปรียบเหมือนปริมาณน้ำ ในแอ่งที่มีโขดหินเยอะๆ นำลดตอผุด ขับเรือยาก flow ไม่ดี น้ำเยอะๆ flow จะดี

JIT เน้น flow ลด variance ได้ WIP ก็จะลด

การปรับเรียบ = Heijuka

Mura ความไม่สม่ำเสมอ (Variance) ก่อให้เกิด 2 ตัวที่เหลือ เช่น ไม่อ่านหนังสือ ต้องมาอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบ

Muri การใช้งานเกินความพอดี

Muda ความสูญเปล่า เช่น over production

ความสม่ำเสมอต้องทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพด้วย

Toyota จะวางแผนผลิตรถ แต่ละประเภทให้สม่ำเสมอกัน เช่น altis vios camry vios altis vios camry vios altis vios

ถ้าเป็น Honda ก็จะผลิตให้เสร็จทีละชุดไปเลย เช่น city 5 คัน civic 3 accord 2

หยุดเมื่อเกิดปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและเกิดซ้ำก็ควรหาต้นเหตุและป้องกันแทน

Pokayoke Poka ความผิดพลาด yoke ป้องกัน = ป้องกันการผิดพลาด กันโง่กันเลินเล่อ โดยใช้หลักของ visual management ดูด้วยตาก็รู้ว่ามีความผิดพลาด หรือ one stop service

การปรับงานให้เป็นมาตราฐาน คือพื้นฐานของการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง continuous improvement

Enabling bureaucracy คือแบบที่ toyota เป็นคือ มอบอำนาจให้พนักงาน มีกฏระเบียนและวิธีการต่างๆเปรียบเสมือเครื่องมือที่ให้อำนาจ การบังคัญบัญชาตามลำดับขั้น

คิดอะไรไม่ออกบอก outsource ถูก 80%

===================================

SD กับ X bar เปลี่ยนไม่ได้ใช้ IT ก็เปลี่ยนไม่ได้

SL คือ Service Level ระดับบริการ

CV = SD/X bar ความแปรปรวน หรือความกวนตีน SD เยอะ CV เยอะ, X bar CV จะลดลง

ดูที่ตัวสินค้าหรือกลุ่มสินค้าก่อน ถ้าสินค้าที่ทดแทนกันไม่ได้ให้ดูที่ตัวสินค้า

เพิ่ม stock 1SD จะมี SL = 84.1%

เพิ่ม stock 2SD จะมี SL = 97.7%

เพิ่ม stock 3SD จะมี SL = 99.9%

การเก็บ inventory เยอะหรือน้อย ให้เทียบกับยอดขายโดยเฉลี่ย

กรณี X bar เท่ากับ SD ต่างกัน

ที่ SL เท่ากัน สินค้าผันผวนน้อยจะเก็บ stock น้อยกว่า

ที่ Stock เท่ากัน รูปแคบจะมี SL สูงกว่ารูปกว้าง

CV ต่ำจะมี SL สูง, CV เยอะจะมีความผันผวนเยอะ

CV > 0.5 เกิด Demand Fluctuation (จาก case steel work)

ควรเก็บเท่าไหร่ สามารถแยกเป็น 2 ฝั่งคือ ฝั่งผลิต กับ ฝั่งลูกค้า

เช่น ขายปลีกได้ 10 บาท รับมา 8 บาท กำไร 2 บาท ไม่รับซื้อคืนขายไม่ได้ราคา

MP < MC, ควร Stock < ค่าเฉลี่ย, 2 < 8 ควรเก็บของน้อยกว่ายอดขายเฉลี่ย

MP = MC, ควร Stock = ค่าเฉลี่ย

MP > MC, ควร Stock > ค่าเฉลี่ย

ควรเก็บเท่ากับ Critical Ratio ของผู้ผลิต= กำไร/(ขาดทุน + กำไร) เช่น 2/(2+8) = 20% ของยอดขายโดยเฉลี่ย

แล้วทำยังไงให้คนเก็บมากขึ้น -> ลดราคา (MP เพิ่ม MC ลด) หรือ รับซื้อคืน 100% (ไม่มีขาดทุน)

เก็บกี่ชิ้นก็ต้องดูตาราง Z ด้วย Z = (จำนวนที่ต้อง stock -X bar)/SD

สรุปคือ จำนวนที่ต้อง stock = X bar+(พท.ใต้กราฟ) SD

แต่ปัจจุบันลูกค้าเป็นคนกำหนด SL ทำให้ไม่สามารถใช้ Critical Ratio ของผู้ผลิตแต่เป็น Critical ratio ของลูกค้า

เช่น ก่อนทำสัญญาจะมีการระบุ SL ต้องเท่ากับ 90%

SL = 90% จะมากจาก Critical Ratio ของลูกค้าเช่น กำไร 2 บาทแต่มีต้นทุน 50 สตางค์

SLA = 2/(2+0.5) = 80%

ถ้าต้นทุนในการเก็บเหลือ 10 สตางค์ SLA ใหม่ = 2/(2+0.1) = 95%

วิธีลด  CV คือ เพิ่ม X bar หรือ ลด SD อย่างเป็นระบบ เช่น กำหนด quota สั่งซื้อ, พูดคุยหรือสอบถามปริมาณในการสั่งซื้อให้สม่ำเสมอ

VMI (Vendor Management Inventory) คือ การฝากขายที่ point of consumption แบบนี้สามารถลด SD ได้ ไม่มี lead time -> CV ลดด้วย

เช่น Walmart ให้ supplier บริหาร Shelf โดยใช้หลัก 2 ข้อ Every day low price ซื้อวันไหนก็ราคาถูก เพื่อให้ demand stable กับ price match ถ้าที่อื่นขายถูกว่า Walmart ก็จะขายเท่าคู่แข่ง แต่ขอ margin จาก supplier เท่าเดิม

การแตก SKU ประโยชน์เพื่อเพิ่มยอดขายโดยรวม แต่ยอดขายของ SKU เดิมจะลดลงทำให้เกิด CV สูงขึ้น

ส่วนใหญ่ความแปรปรวนจะเกิดจาก slow moving เพราะมียอดขายน้อยทำให้ CV มากกว่า

 

ท้ายสุด ที่เอามาลงไว้ใน blog เพราะว่าเมื่อก่อนจดในสมุด note แล้วมันหาย รู้สึกเสียดายความรู้ หลังจากนี้จะทยอยเอามาลงใน blog เรื่อยๆแล้วครับ

สรุป The 14 Principles of TOYOTA WAY : วิถีแห่งโตโยต้า

สรุป The 14 Principles of TOYOTA WAY : วิถีแห่งโตโยต้า

  1. วางรากฐานการตัดสินใจเชิงบริหารบนปรัญญาระยะยาว แม้ว่าจะเป็นภาระแก้เป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น Base your management decisions on a long-term philosophy, even at the expense of short-term financial goals.

เพิ่มเติม Philosophy ยึดถือการมองปรัชญาระยะยาวมากกว่าระยะสั้น สร้าง value มากกว่าดู cost ระยะสั้น

  1. สร้างการไหลของกระบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงปัญหาให้ประจักษ์ Create a continuous process flow to bring problems to the surface.

เพิ่มเติม Flow เน้นการไหลไม่ใช่เน้นกระบวนการ ดูภาพรวม

  1. ใช้ระบบ “ดึง” เพื่อหลีกเลี่ยงการผลิตมากเกินพอดี Use “pull” systems to avoid overproduction.

เพิ่มเติม ใช้ pull system ในการบริหารการผลิต เชื่อมกระบวนการให้ไหลอย่างต่อเนื่อง

  1. ปรับเรียบระบบงาน (Heijunka) Level out the workload . (Work like the tortoise, not the hare.)

เพิ่มเติม การปรับเรียบการผลิต Heijuka

  1. สร้างวัฒนธรรม “การหยุดทันทีเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพ” Build a culture of stopping to fix problems, to get quality right the first time.

เพิ่มเติม หยุดเมื่อเกิดความผิดพลาด Jidoka

  1. งานที่เป็นมาตราฐานเป็นเพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการให้อำนาจพนักงาน Standardized tasks and processes are the foundation for continuous improvement and employee empowerment.

เพิ่มเติม Standardized มองมาตราฐานเป็นต้นทางเป็นจุดเริ่ม ทำในสิ่งที่เขียน เรียนรู้แล้วปรับปรุงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดปัญหาจะมีคนถามว่าได้ทำตามมาตราฐานหรือป่าว ถ้าไม่เป็นไปตามมาตราฐานก็ต้องกลับไปทำตามมาตราฐาน

  1. ใช้การควบคุมด้วยสายตา (Visual Control) เพื่อไม่ให้ปัญหาถูกซ่อนไว้ Use visual control so no problems are hidden.

เพิ่มเติม Visual Control การใช้สายตาในการควบคุมการทำงาน

  1. เลือกใช้เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้และผ่านการทดสอบแล้วเพื่อสนับสนุนบุคคลากรและกระบวนการ Use only reliable, thoroughly tested technology that serves your people and processes.

เพิ่มเติม Technology ไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนได้ มีหน้าที่แค่ support คน

  1. ส่งเสริมผู้นำซึ่งมีความเข้าใจในการดำเนินงานโดยตลอด อีกทั้งซึมปรัชญาในการดำเนินงานและสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ Grow leaders who thoroughly understand the work, live the philosophy, and teach it to others.

เพิ่มเติม Leader เชื่อในคนในที่เข้าใจ Culture (กองขยะแบบไหนก็ดึงดูดคนแบบนั้นมาอยู่ในองค์กร)

  1. พัฒนาบุคคลากรและทีมงานที่โดดเด่นซึ่งเขาเหล่านั้นยึดถือปรัชญาของบริษัท Develop exceptional people and teams who follow your company’s philosophy.

เพิ่มเติม ให้ความสำคัญกับคน โดยเฉพาะ worker คือคนที่สัมผัสชิ้นงานใกล้ลูกค้ามากสุด

  1. ให้ความใส่ใจต่อพันธมิตรและผู้จัดส่งวัตถุดิบของบริษัทโดยชักจูงและช่วยเหลือพวกเขาในการปรับปรุง Respect your extended network of partners and suppliers by challenging them and helping them improve.

เพิ่มเติม การบริหาร partner(suppiler)

  1. ลงไปคลุกคลีกับปัญาด้วยตัวเองเพื่อทำความเข้าใจสถานการณือย่างถ่องแท้ (Genchi Genbutsu) Go and see for yourself to thoroughly understand the situation

เพิ่มเติม Genchi Genbutsu (Go and see) ดูหน้างาน ของจริง ข้อมูลจริง ผลิตภัณฑ์จริง ดูปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

  1. ตัดสินใจอย่างรอบครอบด้วยฉันทามติ พิจารณาให้รอบคลอดถึงทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่และดำเนินการในสิ่งที่ตัดสินใจแล้วอย่างรวดเร็ว(Nemawashi) Make decisions slowly by consensus, thoroughly considering all options; implement decisions rapidly

เพิ่มเติม Consensus การค้นหาฉันทามติ

  1. พัฒนาเพื่อก้าวสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้โดยผ่านการพิจารณาอย่างไม่รู้จบ (Hansei) และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง Become a learning organization through relentless reflection (hansei) and continuous improvement (kaizen).

เพิ่มเติม ฮันเซย์ทำให้เกิดไคเซน

 

ชอบข้อ 4 มากสุด ควรทำตัวให้เป็นแบบเต่าที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ถึงช้าแต่ไม่หยุด คิดว่าน่าจะตรงกับ quote ของ อับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยเดินถอยหลัง”

Startup คืออะไร Venture Capital ต่างจาก Angel Investor ยังไง

Tech Startup ในไทยฮิตมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายๆบริษัทก็ระดมทุนสำเร็จ โดยมีการลงทุนจาก Venture Capital ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เลยนั่งหาข้อมูลว่าจริงๆแล้วเค้าให้คำนิยม Startup ว่าคืออะไร

เท่าที่หาข้อมูลแล้ว มันแปลได้หลายความหมายมาก แต่ส่วนตัวชอบอันนี้ครับ

A ‘startup’ is a company that is confused about —
What its product is.
Who its customers are.
How to make money.

As soon as it figures out all 3 things, it ceases being a startup and becomes a real business.

Except most times, that doesn’t happen.

by Dave McClure, from http://www.quora.com/What-is-the-proper-definition-of-a-startup

Startup คือ บริษัทที่เกิดใหม่โดยเริ่มจาก Idea ในการทำธุรกิจ เพื่อหวังที่จะให้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยนำเสนอ business model ใหม่ๆที่แตกต่างจากเดิมที่มีอยู่ แต่การที่มี idea อย่างเดียวคงไม่พอต้องสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วย

ในช่วงเริ่มแรกในการตั้งธุรกิจนั้น บริษัท Startup เหล่านี้ก็จะต้องการเงินลงทุนเพื่อมาผลักดันธุรกิจให้เป็นไปในแผนที่วางไว้ โดยอาจเริ่มจากเงินส่วนตัว หรือการชวนเพื่อนฝูงที่รู้จักมาช่วยลงทุน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีความจำเป็นที่ต้องการเงินทุนที่สูงขึ้นเพื่อให้ธุรกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแหล่งเงินทุนของ Startup ที่นิยมในปัจจุบันก็จะมี 2 แหล่งก็คือ Venture Capital กับ Angel Investor แล้ว 2 แหล่งเงินทุนนี้แตกต่างกันอย่างไร …

Venture Capital หรือ VC คือ กลุ่มองค์กรที่ต้องการนำเงินที่มีอยู่มาร่วมลงทุน โดยระยะเวลาการลงทุนจะอยู่ที่ 3-5 ปี บริษัทพวกนี้จะเลือกลงทุนใน Startup ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สูง และมักให้เงินลงทุนที่สูงกว่า Angel Investor แต่ก็จะแลกมาด้วยสัดส่วนของหุ้นหรือเงินปันผลที่มากขึ้นด้วย (เน้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) รวมถึงการมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันไว้

Angel Investor คือ นักลงทุนอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวของตัวเองมาร่วมลงทุนกับบริษัท Startup โดยมากมักจะเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว หรือคนร่ำรวย ถ้าบริษัท Startup ของเรายังเล็กอยู่ก็จะเหมาะกับการระดมทุนกับกลุ่ม Angel Investor มากกว่า Venture Capital เพราะว่าการขอเงินลงทุนจาก Venture Capital จะมีโอกาสได้ยากเพราะเค้าจะมีขั้นตอนในการพิจารณาหลายขั้นตอนและมักจะลงทุนใน Startup มีขนาดใหญ่แล้ว

สำหรับ Tech Startup ที่มี idea อยู่แล้วแต่ขาด Developer ก็ติดต่อผมได้นะครับ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ Startup ประสบความสำเร็จก็คือ Passion และ Team ที่ work ครับ

ท้ายสุดเพิ่งรู้เหมือนกันว่า VC ในไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้ด้วยนะครับ http://www.rd.go.th/publish/546.0.html มิน่าหลังๆจะเห็นกลุ่ม VC มากกว่า Startup เสียอีก

 

ติดตามใน facebook https://www.facebook.com/xiasongsak

ค่าของเงินตามเวลา Time Value of Money

ค่าของเงินตามเวลาคืออะไร ทำไมต้องรู้ และมันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

ค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) คือ เงินในเวลาที่แตกต่างกัน จะมีมูลค่าของเงินไม่เท่ากัน

เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ กับ 100 บาทใน 1 ปีข้างหน้าจะมีค่าไม่เท่ากัน เพราะมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องด้วย เช่น อัตราเงินเฟ้อ หรือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ถ้ายกตัวอย่างให้ง่ายขึ้นก็คือ ซื้อของชิ้นนึง 100 บาทในวันนี้ ในปีหน้าเราอาจจะไม่สามารถซื้อของชิ้นนี้ในราคา 100 ได้

ในวิชาการเงินจะเรียนหัวข้อหลักๆอยู่ 2 ข้อคือ

มูลค่าอนาคต (Future Value) คือ มูลค่าของเงินในปัจจุบันที่รวมผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุน ตัวอย่างเช่น เราฝากเงิน 100 บาทในวันนี้ โดยที่เราได้อัตราดอกเบี้ย 10% สิ้นปีที่ 1 เราจะมีเงินเท่ากับ 110 บาท ซึ่ง 110 บาทก็คือมูลค่าอนาคต

มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) คือ มูลค่าของเงินในปัจจุบันโดยใช้อัตราคิดลด ในการคำนวณย้อนกลับจากมูลค่าในอนาคต ตัวอย่างเช่น ถ้าสิ้นปีที่ 1 เรามีเงิน 100 บาท และเรามีอัตราคิดลด 3 % จะมีมูลค่าเท่ากับ 97 บาท ซึ่ง 97 บาทก็คือมูลค่าปัจจุบัน

หลักสำคัญในการคำนวณมูลค่าของเงินในแต่ละเวลานั้น เราไม่สามารถนำเงินที่ได้จากในแต่ละปีมา บวกลบคูณหารกันได้โดยตรง โดยเราจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆด้วย ซึ่งก็คือ

  • อัตราดอกเบี้ยต่องวด (แบบทบต้น และไม่ทบต้น)
  • จำนวนระยะเวลา คิดเป็น ปี เดือน หรือวัน
  • การจ่ายเงินหรือรับเงิน (เป็นก้อน หรืองวดๆ ถ้าเป็นงวดจะมีแบ่งเป็นต้นงวดกับปลายงวดอีก)

ค่าของเงินตามเวลา ถือว่าเป็นพื้นฐานของการเงิน ซึ่งประโยชน์ คือ

  1. ใช้ประเมินมูลค่าของบริษัท หาต้นทุนของเงินทุน หุ้นกู้ หุ้นสามัญ
  2. ใช้พิจารณาการลงทุนของโครงการ เช่น ควรเลือกลงทุนโครงการนี้มั้ย จะคืนทุนเมื่อไหร่ ทำแล้วมีมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจมั้ย ผลตอบแทนที่แท้จริงคือเท่าไหร่ (ซึ่งจะมีเครื่องมืออีกหลายอันไว้จะมาอธิบายต่อครับ)
  3. ใช้สำหรับวางแผนทางการลงทุน ของธุรกิจหรือส่วนบุคคล เช่น ถ้ามีเงินวันนี้ 10,000 บาทเอาไปลงทุนโดยได้ผลตอบแทน 10% แบบทบต้น สิ้นปีที่ 10 เราจะมีเงินเท่าไหร่ หรือ ถ้าต้องการมีเงิน 1,000,000 บาทในอนาคตอีก 10 ปี เราจะต้องเริ่มออมต่อเดือน เดือนละเท่าไหร่ ถ้าฝากธนาคารแล้วได้อัตราดอกเบี้ย 2% (Rate ฝากประจำ ชีวิตจริงโดยหักภาษีอีก 15%)

ติดตามใน facebook https://www.facebook.com/xiasongsak

การสร้างแบรนด์ Brand Building

ในการสร้างแบรนด์เราต้องหาช่องว่างทางการตลาดจากกลบุทธ์ 3C ก่อนซึ่งก็คือ

  1. Company ต้องตอบให้ได้ว่าบริษัทของเราเสนออะไรให้กับลูกค้า?
  2. Customer ต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าหลักของเราคือใคร ?
  3. Competitor ต้องตอบให้ได้ว่าคู่แข่งของเราคือใคร มีกลยุทธ์อย่างไร?

หลังจากนั้นเราก็ต้องกำหนด Segment, Target และ Position ซึ่งเราควรสร้างความโดดเด่นของสินค้าหรือบริการให้มีเอกลักษณ์เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถจดจำสินค้าของเราได้ โดยใช้การวิเคราะห์ทางการตลาดจากวิธี focus group, survey, test market ก่อนเพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อตัวสินค้า หรือพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้บริโภค จากลูกค้าและกลุ่มบุคลลทั่วไปที่ยังไม่เคยใช้สินค้าหรือบริการของเรา และนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงสินค้า หรือใช้ในการประเมินผลเพื่อใช้ตัดสินใจการจัดทำกิจกรรมทางการตลาด

หลังจากนั้นเราก็ควรกำหนด 4P ซึ่งสัมพันธ์กับ Position ซึ่งก็คือ

  1. Product ภาพลักษณ์ของสินค้าของเราต้องสัมพันธ์กับ Position ที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก สินค้าก็ควรเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เช่น ชื่อสินค้า โลโก้ packageของสินค้า ควรมีลักษณะ โดดเด่น สื่อความหมาย และแสดงจุดเด่นสินค้าได้
  2. Price การตั้งราคาของสินค้าก็ต้องไปในทิศทางเดียวกันกับ Position ด้วย เช่น ถ้าสินค้าของเราเป็นแบบ Premium เราก็ควรตั้งราคาของสินค้าโดยใช้รูปแบบ Price Skimming (ราคาแพง ราคาสูงๆ)
  3. Place กรณีต้องการแข่งกับผู้แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด ต้องวางสินค้าหรือช่องทางจัดจำหน่ายให้เท่าเทียมกับคู่แข่ง
  4. Promotion อาจให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าของเราก่อน ถ้าสินค้าของเราดีลูกค้าก็จะใช้ซ้ำและบอกต่อ เลือกเปิดตัวสินค้าในจังหวะที่เหมาะสม เลือกโฆษณาในช่องทางที่เหมาะสมให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา จัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม เพื่อส่งเสริมการขายต่างๆอย่างเป็นระยะและควรระมัดระวังเรื่องสินค้าขาดตลาดซึ่งอาจจะทำให้การทำกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

หลังจากนั้นอาจเก็บข้อมูลจากการ survey อีกรอบเพื่อทดสอบว่า กระบวนการที่เราทำถูกต้องหรือไม่ เช่น เรากำหนด Brand Positioning ผิดหรือไม่ หรือมีการ Implementation ผิดในส่วนไหน

การสร้างแบรนด์ด้วยวิธีทางการตลาดในปัจจุบันมีช่องทางมากขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน โดยเราอาจจะทำ Search Engine Optimization (SEO) หรือใช้ Social Network เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเราและลูกค้า

ติดตามใน facebook https://www.facebook.com/xiasongsak

ขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ ขั้นตอนการทำเว็บไซต์ (Website Process)

“อยากจ้างทำเว็บไซต์ต้องทำยังไงบ้าง?” ซึ่งเป็นคำถามฮิตจากลูกค้าหลายท่าน

วันนี้เลยเอาขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ ที่เปิดเจอใน app pocket ที่เคยเก็บไว้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มาเขียนอธิบายทีละขั้นตอน คร่าวๆ เพื่อที่ลูกค้าจะได้เห็นขั้นตอนการทำงานโดยรวมในการทำเว็บไซต์

web design process
ที่มา http://www.utexas.edu/learn/designprocess/index.html
  1. รายละเอียดของโปรเจค
    • ก่อนจะเว็บเราควรต้องรู้ความต้องการของลูกค้าก่อน ว่าจุดประสงค์ของการจ้างทำเว็บของลูกค้าเค้าต้องการทำเพื่ออะไร ซึ่งขั้นตอนนี้ก็คงต้องให้ลูกค้าบอกรายละเอียดของงานที่ต้องการ โดยอาจใช้การพูดคุย หรือ ให้ลูกค้าบอกรายละเอียดมาเป็นเอกสาร
    • ความต้องการทางด้าน Technic ต่างๆเช่น มาตราฐานของเว็บไซต์ ต้อง support แบบ responsive (แสดงบนได้ดีในทุกๆ browser) มั้ย และอื่นๆอีกขึ้นกับลูกค้า
    • ระยะเวลาของการพัฒนาเว็บไซต์ อันนี้ควรมาจากความต้องการของลูกค้าก่อน แล้วทาง Freelance จะทำการประเมินให้อีกครั้งว่าสามารถทำได้เสร็จตามที่กำหนดไว้หรือไม่
  2. โครงสร้างของเว็บไซต์
    • มีเนื้อหาและ function หลักภายในเว็บไซต์อะไรบ้าง
    • แผนผังเว็บไซต์ แต่ละหน้าเว็บไซต์มีการเชื่อมโยงกันยังไงบ้าง
    • ออกแบบ Wireframes ในกรณีระบบขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ควรมีการบอกรายละเอียดของแต่ละหน้าว่าควรมีข้อมูลที่สำคัญอะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งการออกแบบในส่วนนี้จะใช้เพื่อให้ Web Designer ใช้เป็นเอกสารในการออกแบบเว็บไซน์ในขั้นตอนต่อไป
  3. การออกแบบ
    • เริ่มตั้งแต่การออกแบบอย่างคร่าวๆก่อน แล้วส่งให้ลูกค้า Feedback กลับมาและแก้ไขจนกว่าตรงกับที่ลูกค้าต้องการ หรืออาจจะออกแบบให้ลูกค้าเลือกว่าชอบรูปแบบไหน แล้วให้ลูกค้า confirm
  4. การพัฒนาเว็บไซต์
    • โปรแกรมเมอร์ก็จะพัฒนาเว็บไซต์ให้ โดยพัฒนา function การใช้งานต่างๆให้สามารถทำงานได้จริงและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
  5. การทดสอบ
    • ก่อนเอาขึ้นไปใช้จริงก็ต้องมีขั้นตอนการทดสอบกับลูกค้าก่อนว่าที่พัฒนาเสร็จแล้ว ตรงกับที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ทำการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา
  6. นำไปใช้งานจริง
    • หลังจากลูกค้าทำการทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็นำเว็บไซต์ขึ้นใช้งานจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียก state นี้ว่า production หรือ go live หลังจากนั้นก็เข้าสู่การดูแลระบบต่อไป ซึ่งบางครั้ง Freelance ก็จะดูแลหลังส่งมอบงานให้ในระยะที่ตกลงไว้ตั้งแต่แรก

ซึ่งจริงๆแล้วในการพัฒนา software ต่างๆรวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์ ช่วงหลังมาจะไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ขนาดนี้ เพราะว่าการพัฒนาในรูปแบบนี้จะมีข้อเสียก็คือ กรณีลูกค้ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงความต้องการต่างๆ จะไม่สามารถทำได้ถ้าถึงขั้นตอนการพัฒนาแล้ว เพราะว่าได้มีขั้นตอนการเก็บ requirement ทั้งหมดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว การแก้ไขจึงเป็นไปได้ยากส์

Trend ในการพัฒนา software ในช่วงหลังจะใช้ขั้นตอนการพัฒนาที่เรียกว่า agile โดยหลังจากที่พัฒนาเสร็จแล้วในแต่ละ sprint หรือ iteration ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่ 1-2 อาทิตย์) เราก็ต้องนำงานในส่วนนี้ไป demo หรือให้ลูกค้าดูเลย ถ้าพูดง่ายๆก็คือทางนักพัฒนาต้องพัฒนา software ควบคู่ไปกับการเก็บ requirement เพิ่มเติม ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อช่วยเพิ่มการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้พัฒนากับลูกค้าให้มากขึ้น และ software ที่ได้จะได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงมากที่สุด โดยทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพราะบางครั้งลูกค้าของเราก็ไม่ทราบว่าเค้าต้องการอะไรจนกว่าจะได้เห็นของจริง

บทความนี้ หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับลูกค้าหรือ Freelance ที่จะรับงานทำเว็บไซต์ครับ

ติดตามใน facebook https://www.facebook.com/xiasongsak